วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


รายงานชิ้นที่ 
1. กฎหมาย คืออะไร?
ตอบ กฎหมาย คือข้อบังคับ   กติกาของรัฐหรือของชาติ กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้บังคับ  ควบคุม
ความประพฤติของบุคคลในสังคม ให้ปฏิบัติตาม   หากมีการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดและได้รับโทษตามที่กำหนดไว้

2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย มีอะไรบ้าง?
ตอบ สามารถแยกลักษณะของกฎหมายออกได้เป็น 5 ประการด้วยกันคือ
            1) กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ
            2) กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฐาธิปัตย์
            3) กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป
            4) กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้เสมอไป
            5) กฎหมายจะต้องมีสภาพบังคับ

3. กฎหมายมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร?
ตอบ ในสังคมของมนุษย์นั้นมีสมาชิกจำนวนมากที่มีความแตกต่างกัน ทั้งด้านความคิดเห็นและพฤติกรรมต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบหรือกติการ่วมกัน เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ และช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคม ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย กฎหมายมีความสำคัญต่อสังคมในด้านต่างๆ ดังนี้
      1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ
      2. กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์
      3. กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม 
      4. กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน 


4. การแบ่งประเภทของกฎหมาย มีการแบ่งตามหลักเกณฑ์ใดบ้าง?
ตอบ  1. แบ่งโดยแหล่งกำเนิดของกฎหมาย แยกได้เป็น กฎหมายภายใน และกฎหมายภายนอก
กฎหมายภายใน เป็นกฎหมายที่องค์กรของรัฐที่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมาย บัญญัติขึ้นใช้ภายในประเทศ 
กฎหมายภายนอก เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยองค์การระหว่างประเทศ
       2. แบ่งโดยฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน แยกได้เป็น กฎหมายเอกชน และกฎหมายมหาชน
กฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน หรือประชาชนทั่วไปด้วยกัน
กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรัฐ อำนาจหน้าที่ หรือภารกิจของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนความสัมพันธ์ของรัฐและประชาชน
3. แบ่งโดยเจตนารมณ์และเนื้อหาของกฎหมาย แยกได้เป็น หลายประเภท เช่น กฎหมายระเบียบบริหารราชการ กฎหมายการเงินการคลัง กฎหมายธุรกิจ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น
4. แบ่งโดยลักษณะการใช้กฎหมาย แยกได้เป็น กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
กฎหมายสารบัญญัติ เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิหรือหน้าที่ให้บุคคลปฏิบัติ 
กฎหมายวิธีสบัญญัติ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีของศาล และขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้น 
5. การแบ่งโดยสภาพบังคับของกฎหมาย แยกได้เป็น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง และกฎหมายอื่น เป็นต้น

5. ให้นักเรียนเขียน ศักดิ์ หรือลำดับชั้นของกฎหมาย เรียงจากสูงไปหาต่ำ?
ตอบ   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
          กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 
          พระราชบัญญัติ
          พระราชกำหนด 
          พระราชกฤษฎีกา
          กฎกระทรวง

6. ที่มาของกฎหมายในระบบ CIVIL LAW มีอะไรบ้าง?
ตอบ ซีวิลลอว์ คือ กฎหมายในระบบ "ประมวลกฎหมาย" ผู้เขียนไม่อยากให้เรียกว่า กฎหมายลายลักษณ์อักษร เพราะไม่ว่าจะเป็นกฎหมายในระบบใดก็ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น จึงควรใช้คำให้ถูกต้องว่า "ระบบประมวลกฎหมาย"ประเทศที่ใช้กฎหมายในระบบประมวลกฎหมายมีหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเยอรมัน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน

7. ที่มาของกฎหมายในระบบ COMMON LAW มีอะไรบ้าง?
ตอบ กฎหมายในระบบ "จารีตประเพณี" ที่มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน มิใช่ใช้กันตามความรู้สึกแต่อย่างใด แต่เป็นการนำเอาคำพิพากษาในคดีที่ศาลตัดสินแล้วมาเป็นกฎหมาย ประเทศที่ใช้กฎหมายในระบบนี้ เช่น ประเทศอังกฤษ และประเทศอเมริกา เป็นต้น

8. ระบบกฎหมายในปัจจุบันมีกี่ระบบ ระบบใดบ้าง?
ตอบ   1. ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (CIVIL LAW)
           2. ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (COMMON LAW) 
           3. ระบบกฎหมายประเทศสังคมนิยม (SOCIALIST LAW)
           4. ระบบกฎหมายศาสนา (RELIGON LAW)

9. ประเทศไทย เป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายใด?
ตอบ ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (CIVIL LAW)

10. องค์ประกอบสำคัญของ "รัฐ" มีอะไรบ้าง?
ตอ องค์ประกอบสำคัญของรัฐ มี 4 ประการ คือ 
1. ประชากร รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชากรจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายและมีประโยชน์ร่วมกัน จำนวนประชากรของแต่ละรัฐอาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือ จะต้องมีประชากรดำรงชีพอยู่ภายในขอบเขตของรัฐนั้น
2. ดินแดน รัฐต้องมีดินแดนอันแน่นอนของรัฐนั้น กล่าวคือ มีเส้นเขตแดนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั้งโดยข้อเท็จจริงและโดยสนธิสัญญา ทั้งนี้รวมถึงพื้นดิน พื้นน้ำและพื้นอากาศ
3. อำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ทำให้รัฐสามารถดำเนินการทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองภายในและภายนอก
4. รัฐบาล รัฐบาลคือ องค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินงานของรัฐในการปกครองประเทศ รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่สาธารณะสนองเจตนารมย์ของสาธารณชนในรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น รัฐบาลเป็นองค์กรทางการเมืองที่ขาดไม่ได้ของรัฐ

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012



การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกสี่ปีครั้งที่ 57 และมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้ลงสมัครจากพรรคเดโมแครต กับรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน คู่ลงสมัคร ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง คู่แข่งคนสำคัญ คือ มิตต์ รอมนีย์ ผู้ลงสมัครจากพรรครีพับลิกันและอดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ และวุฒิสมาชิกพอล ไรอัน คู่ลงสมัคร จากรัฐวิสคอนซิน
ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาซึ่งวุฒิสมาชิกหนึ่งในสาม (33 ที่นั่ง) ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกสองปีเพื่อเลือกตั้งสมาชิกมายังสมัยประชุมสภาคองเกรสที่ 113 นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐสิบเอ็ดรัฐและการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในหลายรัฐพร้อมกันด้วย



Defense.gov photo essay 120528-D-BW835-540(2).jpgMitt Romney speaking close up cropped.jpg
ผู้แทนพรรคบารัก โอบามามิตต์ รอมนีย์
พรรคพรรคเดโมแครตพรรครีพับลิกัน
Home stateรัฐอิลลินอยส์รัฐแมสซาชูเซตส์
Running mateโจ ไบเดนพอล ไรอัน
Electoral vote332206
States carried26 + ดี.ซี.24
คะแนนนิยม61,681,462[1]58,488,199[1]
ร้อยละ50.6%[1]47.9%[1]

ElectoralCollege2012.svg
ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
สีน้ำเงิน แสดงถึงรัฐหรือเขตที่โอบามา/ไบเดนชนะ
สีแดง แสดงถึงรัฐหรือเขตที่รอมนีย์/ไรอันชนะ
ตัวเลขหมายถึงจำนวนคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้งซึ่งจะเป็นของผู้ชนะในเขตนั้น

5 เหตุผล ทำไม โอบามาชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี 2012 

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการ ชี้ชัดว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามา จะได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยอย่างแน่นอน หลังได้คะแนนอิเล็กโทรัลโหวตถึง 303 คะแนน ขณะที่คู่แข่งอย่างมิตต์ รอมนีย์ ได้เพียง 206 คะแนน แต่ทำไมโอบามาจึงชนะมิตต์ รอมนีย์ ในการเลือกตั้งที่กล่าวกันว่ามีคะแนนสูสีที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสหรัฐฯ บรรดานักวิเคราะห์ และสื่อต่างประเทศวิเคราะห์ไว้ 5 เหตุผลดังนี้

นโยบาย
โอบามาและทีมหาเสียงของเขาต้องทำใจว่าจะได้คะแนนจากคนอเมริกันผิวขาวน้อยลงกว่าเดิมอย่างแน่นอน แต่นโยบายของเขาที่ยกเลิกการเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เข้ามาในสหรัฐฯ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ขณะที่ฝ่ายรอมนีย์ต่อต้านอย่างสิ้นเชิง ทำให้โอบามาได้คะแนนกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้น โดยจากเอ็กซิตโพลของซีเอ็นเอ็นชี้ว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา โอบามาได้คะแนนจากผู้ลงคะแนนที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี ถึง 60% ส่วนรอมนีย์ได้เพียง 37%
นอกจากนี้ โอบามายังได้คะแนนจากกลุ่มคนรักร่วมเพศและสตรี จากนโยบายผลักดันการสมรสของคนเพศเดียวกัน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงนโยบายการทำแท้งเสรี โดยขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ ทำให้โอบามาได้คะแนนจากสตรี ซึ่งมีอัตราส่วน 53% ของผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหมดถึง 55% ต่อ 44%


การเลือกตั้งล่วงหน้า
การเลือกตั้งล่วงหน้าในรัฐแบทเทิลกราวด์สเตท หรือรัฐที่มีการชิงชัยแข่งขันสูง เนื่องจากประชาชนยังไม่ตัดสินใจเรื่องฝ่ายใด ได้แก่ โอไฮโอ ฟลอริดา เวอร์จิเนีย วิสคอนซิล นิวแฮมเชียร์ ไอโอวา โคโลราโด และเนวาดา ซึ่งทั้งโอบามาและรอมนีย์ต่างพยายามหาเสียงในรัฐเหล่านี้เพื่อกระตุ้นให้คนไปใช้สิทธิ์ล่วงหน้าอย่างเต็มที่ แต่โอบามาเป็นฝ่ายที่ทำได้ดีกว่ามาก โดยเฉพาะในรัฐโอไฮโอ แม้จากรายงานการติดตามและการเลือกตั้งล่วงหน้าของพรรคเดโมเครตชี้ว่า เขาทำได้ไม่ดีเท่าเมื่อครั้งเลือกตั้งปี 2008 ก็ตาม
ผลจากการทำได้ดีกว่าในการเลือกตั้งล่วงหน้า ทำให้โอบามาค่อนข้างได้เปรียบในการเลือกตั้งวันจริง เพราะผู้ที่ยังลังเลใจว่าจะเลือกรอมนีย์ดีหรือไม่ อาจเปลี่ยนใจไปเลือกโอบามาก็ได้ และผลที่ออกมา โอบามาก็ได้รับชัยชนะในรัฐแบทเทิลกราวด์สเตททุกรัฐ


ผลงานที่ผ่านมา
ผลงานในช่วง 4 ปีที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ยังไม่ถือว่าน่าประทับใจ เนื่องจากเขายังไม่สามารถทำนโยบายหลายอย่างให้สำเร็จได้ตามที่หาเสียงไว้เมื่อปี 2008 ทั้งการเพิ่มภาษีผู้มีรายได้สูง ปิดช่องโหว่ในกลไกเก็บภาษี และตัดลดงบประมาณทางทหารของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุล
แต่ผลงานการออกกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพครั้งแรก นับแต่ยุคปี 1960 รวมถึงการสังหาร โอซามา บิน ลาเดน หัวหน้าใหญ่เครือข่ายก่อการร้ายอัลเคดาเมื่อปีก่อน รวมถึงการถอนทหารอเมริกันในอัฟกานิสถานกลับสู่มาตุภูมิ ก็เพียงพอต่อการทำให้ประชาชนยอมให้โอกาสเขาเป็นประธานาธิบดีต่อไปอีก 4 ปี เพื่อทำนโยบายที่หาเสียงไว้ให้เป็นจริง


เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดีอยู่
สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในขณะนี้ กำลังเผชิญทั้งการขาดดุลงบประมาณ และอัตราการว่างงานที่สูง แต่ยังไม่พอจะทำให้โอบามาเสียความนิยมจนหมดได้ โดยในช่วงที่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อ ม.ค. ปี 2009 มีผู้ตกงานในสหรัฐฯ ถึงเดือนละ 700,000 แต่โพลก็ระบุว่าประชาชนยังโทษ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีก่อนโอบามา เป็นต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ย่ำแย่
ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ กลับลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 7.9% ต่ำกว่าเพดาน 8% ตลาดหุ้นก็เริ่มกระเตื้องขึ้น รวมถึงอัตราการขยายตัวของราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มลดลง ช่วยเสริมความมั่นใจแก่ผู้บริโภคได้พอดี

พายุแซนดี้
ความนิยมของโอบามา นำมิตต์ รอมนีย์ โดยมีความต่างมากมาโดยตลอด จนกระทั่งหลังการโต้อภิปรายครั้งแรกของทั้งสองคน เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ซึ่งทั้งสื่อ, นักวิจารณ์และนักวิเคราะห์ ต่างเห็นตรงกันว่า รอมนีย์ทำได้ดีกว่าโอบามามาก ทั้งในเรื่องการพูดตอบคำถามที่ฉะฉาน รุนแรง และเรื่องบุคลิกภาพ ส่วนโอบามาถูกวิจารณ์ว่าพูดเชิงวิชาการมากเกินไป ทำให้ฟังดูน่าเบื่อ ส่งผลให้คะแนนของรอมนีย์กระโดดประชิดโอบามาอย่างรวดเร็ว
คะแนนของมิตต์ รอมนีย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงหนึ่งของเดือนตุลาคม เขามีคะแนนผู้ที่จะเลือกเขาในวันเลือกตั้งแซงหน้าโอบามาเสียอีก แม้การโต้อภิปราย 2 ครั้งหลังสุด จะทำให้คะแนนของโอบามากระเตื้องขึ้นบ้าง แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือการมาถึงของซุปเปอร์สตอร์มแซนดี้ ซึ่งส่งผลกระทบกำหนดการหาเสียงของทั้งสองคน แต่โอบามาได้โอกาสแสดงภาวะความเป็นผู้นำในการรับมือภัยพิบัติครั้งนี้ ทำให้ประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกผู้สมัครคนใด เริ่มเอนเอียงไปทางโอบามา เห็นได้จากในช่วงหลัง โพลของหลายสำนัก ทั้งวอลล์สตรีท รอยเตอร์/อิบซอส ต่างให้โอบามามีคะแนนนำในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้

ที่มา 
http://th.wikipedia.org/wiki/การเลืิอกตั้งประธานาธบดีสหัฐอเมริกา ค.ศ.2012
http://www.thairath.co.th/content/oversea/304428